นิทานตุ๊ด กับ เจ้าชายดีสนีย์สยิวแตก 18+

BULGE OF DISNEY PRINCEs

 

ใครหลงใหลเรื่องเล่าเพ้อฝันในบรรยากาศเทพนิย้าย..เทพนิยาย
ใครปลาบปลื้มตัวละครจำพวกเจ้าชายโหยหิวรักแท้ & เจ้าหญิงแบ้วสุดพลัง
ใครอินจัด...เกลียดชังอินังแม่มดหน้าปลวกหรือนังร้ายหน้าโง่-โง่แล้วอวดฉลาด
ใครชื่นมื่นกับบทสรุปแบบ Happily Ever After – สุขสมตราบนานเท่านาน
ถ้าใคร ,ใคร ,ใคร และ ใคร....เป็นมีอาการอย่าง ใคร ,ใคร , ใคร และใคร เหมือนข้างบน
ก้อคงจะ IN LOVE การ์ตูนดีสนีย์ชนิดเข้าเส้นเลือดฝอยฝังแกนกลางสมองแน่ๆ
“จีจี้” ก้อเป็นคนหนึ่งที่ยอมให้เม็ดเลือดแดงข้นคลั่กไปด้วยโลกของดิสนีย์เค่อะ

จำได้ว่าตอนเด็กวัยกระเปี๊ยก
การ์ตูนเรื่องแรกที่เบิ่งตาดูแล้วใฝ่ฝันว่าสักวันฉันจะเป็นเจ้าหญิง(ไม่ขายกบนะเค่อะ)
นั่นคือเรื่อง “ สโนไวท์กับคนแคระทั้ง 7 ” ผู้หญิงอะไรวันๆช่างลั้ลลากับชีวิตเหลือเกิน
เดี๋ยวก้อโก่งคอร้องเพลงด้วยโทนเสียงแหลมแหวกอากาศมั๊กๆ
ร้องเสร็จได้สักประเดี๋ยว...ก้อจิบปากคุยกับสารพัดสิงสาราสัตว์ด้วยจริตแบ๊วๆ
คุยไปคุยมา SHE ก้อครวญครางเพลงต่อไป-เหมือนโลกนี้มีแค่นี้จริงๆ
มิหนำซ้ำเสื้อผ้าแขนบอลลูน& ทรงผมบ๊อบเก๋ไก๋จน “ จีจี้” ต้องแอบแม่มาแต่งสโนไวท์
ยังไม่นับรวมเรื่องดิสนีย์ฮิตขึ้นหิ้งอย่างเจ้าหญิงนินทรา ซินเดอเรลล่า-เสร็จ “ จีจี้ ” ทุกราย
หมายถึง แต่งหญิงเหมือนอินางเหล่านี้ครบทุก Character ตั้งแต่ขนง่ามขายังไม่ขึ้นดี!!!

 

 

 

แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไปแยะ
เด็กสมัยนี้สวยเริ่ดเชิดใส่การ์ตูนแบบดิสนีย์
“ จีจี้” เคยเปิดสารพัดเจ้าชาย & เจ้าหญิงสไตส์ดีสนีย์ให้หลานสาวดู
ปรากฏเด็กยุค BLACKBERRY แผลงฤทธิ์&ตอกกลับหน้าหงายเป็นเรื่องๆ เช่น
ทำไมเจ้าชายไม่เหม็นปากเจ้าหญิงนิทราเพราะ SHE เล่นนอนหลับนานถึง400ปี
ทำไมรองเท้าแก้วของนางซินไม่แตก? เห็นสวมแล้วยังเต้นเริงร่าซะรอบวัง
ทำไมเจ้าชายถึงกล้าจูบศพสโนไวท์ทั้งทีตายไปแล้ว , เจ้าชายโรคจิตหรือเปล่าเค่อะป้าจีจี้???
และอีกหลายทำไมๆๆๆๆ ประดังประเดกระแทกต่อมอึ้งเข้าอย่างแรง
แต่เด็ดสุดแซ่บถึงทรวงต้องหลานชายที่รักของ “ จีจี้ ” เค่อะ
ไม่ดูซินเดอเรลล่า ,โพคาฮอนทัส ...ด้วยสาเหตุเพราะเป็น “นิทานตุ๊ด”-แรงส์!!!
ไม่สนุก ไม่มันส์ ไม่รบ ไม่มีอาวุธ ไม่เก่ง ไม่เทพ ไม่เหมือน BEN 10!!!



5 เหตุผลที่หลานชาย “ จีจี้” กล่าวหาการ์ตูนดีสนีย์เท่ากับนิทานตุ๊ด

1. ตัวละครหลักในยุคจดจำเกือบทั้งหมดเป็นเจ้าหญิงเค่อะ ตั้งแต่สโนไวท์มาถึงมู่หลาน


2. ส่วนตัวผู้ชายใน Disney ก้อดูเหมือนไร้สมรรถภาพไม่สมควรเป็น IDOL
ทั้งค่อม ทั้งกล้ามปู ทั้งเป็นหุ่นไม้ ทั้งต๊อง แล้วน่าเลียนแบบมั้ยหล่ะเนี๊ยะ
3. การ์ตูนดีสนีย์ช่วงแรก ๆ มักฟาดฟันด้วยแรงริษยาเค่อะ
ประหนึ่งเหมือนดูละครน้ำเน่าช่องมากสีแถวๆหมอชิต
ในขณะที่ BEN 10 อุปกรณ์อาวุธเพียบพร้อมสอยศัตรู
4. เกือบ 1 ใน 2 ของเรื่องล้วนโก่งคอหอยร้องเป็นเพลง
โดยเฉพาะจริตจก้านของเจ้าหญิงเริงระบำกลางหมู่สัตว์น้อยใหญ่
สำหรับเด็กผู้ชายมันน่าเบื่อมากๆๆและที่สำคัญฟังไม่รู้เรื่อง&ไม่เข้าใจ
5. ยิ่งตามห้างสรรพสินค้ามุมสินค้า Disney
สีชมพูนำเด่นให้รู้กันไปเลยว่าโซนนี้เฉพาะชะนีเด็กเท่านั้นนะเค่อะ
เพราะทั้งเสื้อผ้า ของเล่น ยันกล่องดินสอประดับประกายเพชร(น่าอับอายสำหรับ BOY )
หลานชาย “ จีจี้ ” มันเลยยี้การ์ตูนดีสนีย์ & ตีตราว่านี่คือ “ การ์ตูนตุ๊ด ” นับบัดนั้น!!
นี่แหล่ะเค่อะ...
การ์ตูนดีสนีย์ก้อเลยเหมือนหมดมนต์ขลังสำหรับเด็กยุคปรอทแตก
สำหรับเด็กผู้หญิงสโนไวท์น่าเบื่อเหลือขนาดนัก
สำหรับเด็กผู้ชายนี่คือการ์ตูนแต๋วแตกแหกกระเจิง
แต่สำหรับ “ จีจี้ ” นี่คือโรงเรียนเพาะบ่มจินตนาการที่ดี&สะอาดที่สุดในยุคนั้น



นับตั้งแต่ ปี 1937 ดีสนีส์เปิดซิง “ สโนไวทฺกับคนแคระทั้ง 7 ”
การ์ตูน 2 มิติเรื่องยาวเรื่องแรกใช้เวลาสร้างกว่า 3 ปี
สร้างปรากฏการณ์ปลุกจินตนาการวัยเด็กที่แอบซุกซ่อนให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง
เป็นผลงานสร้างชื่อให้การ์ตูนดีสนีย์เบ่งบานหลังเคยสำเร็จมาแล้วจาก “ มิกกี้เม้าส์”
ต่อมาก้อทะยอยส่งสารพัดเจ้าชาย&เจ้าหญิงให้โลกได้รู้จักทั้งหุ่นไม้ “Pinocchio” (1940)
ช้างบิน “Dumbo” (1941) , นางซิน “Cinderella” (1950) , เจ้าหญิงนินทรา“Sleeping Beauty” (1959)
ซึ่งจัดได้ว่าระยะนี้เป็นช่วงโหมโรงโลกเทพนิยาย & เป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า “ Disney Classic ”








 
แต่ยุคทองผ่องอำพันของการ์ตูนดิสนีย์แท้ๆแล้ว
ต้องยกให้ช่วง 1989 – 1999.…
เป็น 10 ปีทองที่ร้อนแรงทั้งแง่กระแสประทับใจ & รายได้ล้นทะลัก
ทั้งเงือกน้อยคอยรัก The Little Mermaid” , โฉมงามกับอสูร “Beauty and the Beast” ,
อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ “Aladdin”, สิงโตเจ้าป่า “The Lion King”,
โพคาฮอนธัส “Pocahontas”, คนค่อมแห่งนอตเตอร์ดาม “The Hunchback of Notre Dame”,
เฮอร์คิวลิส “Hercules”, มู่หลาน “Mulan” และ ทาร์ซาน “Tarzan” เป็นต้น
โดดเด่นทั้งฝีมือวาดตัวการ์ตูน & ฉากหลังเรียกว่าสวยเนียนแป้งกันเลยทีเดียว
โดดเด้งทั้งเพลงประกอบแบบว่า MEGA HIT ถล่มทลายเรียงหน้าขึ้นชาร์ตอันดับ 1
ยังจำได้ดีทั้งเพลง Color Of The Wind , I Swear , A Whole new world , Refection
แต่ชอบสุดตัวก้อต้องเพลง “ Can you feel love tonight ” ร้องโดยเจ๊แม่ เอลตัน จอห์น
แม้แต่เมืองไทยยังมีป้าเบิร์ดกะป้าแอม-เสาวรักษ์ร้องเพลงแปลง Aladdin กันเลยทีเดียว
นี่แหล่ะเค่อะ.....
จนเป็นที่ขนานนามทั่วยุทธภพว่านี่คือยุคที่ 2 ของดีสนีย์ , ยุค Disney Renaissance

จากที่ “ จีจั้ ” สังเกตสังกาโครงเรื่องเทพนิยายแบบ VERY ดีสนีย์
ถ้าไม่ใช่เจ้าหญิงเจ้าชายเป็นตัวนำเรื่องก้อจะเป็นสิงสาราสัตว์
มีครบหมดทั้งป่าตั้งแต่หนูแบบมิกกี้ ช้าง สิงโต หมียันไดโนเสาร์
และที่สำคัญเกือบทุกเรื่องต้องโหยหวนเล่าเรื่องด้วยเสียงเพลง
ถามเป็นเพลง-ตอบเป็นเพลง , ขนาดขี้ก้อยังร้องเป็นจังหวะเพลง!!

ช่วงแรกในยุค Disney Classic โครงเรื่องล้วนแอ๊บใสบริสุทธิ์ผุดผ่อง
ลั้ลลาเริงร่ากับป่าเขาลำเนาไพร เช่น ช้างบิน dumbo , กวางน้อย bambi
ถ้าเป็นเจ้าหญิงต้องทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน & กระโดดเหย่งๆร้องเพลงเพ้อกับนกน้อยต้อยตี้วิดไปวันๆ
และดูเหมือนหล่อนจะภูมิใจในกระโปรงสีเหลืองอ๋อยเหลือเกิน
เพราะทุกย่างก้าว – มือของ SHE ต้องจิกกระโปรงให้แผ่สยายแล้วสะบัดไปมา!!!




จากนั้นแฟร์รี่เทลแบบ Disney เริ่มมีอิทธิฤทธิ์มนต์ดำเข้าครอบงำ
มีความแพรวพราว & แวววาวในเวทมนต์นำพาให้เด็ก ๆ หลุดจากความจริงมากขึ้น
ตัวละครทั้งหมดปรากฏในสมัย ladys & Lords คือ เจ้าหญิงกระโปรงสุ่ม-เจ้าชายเป้ารัดไข่
เช่น ซินเดอเรลล่า , เจ้าหญิงนินทรา และ อลิซในแดนมหัศจรรย์








และเมื่อเข้าสู่ยุค Disney 2.0 หรือยุค Disney Renaissance
ยุคที่ทุกสิ่งอย่างเบ่งบานเฟื่องฟูสุดพลัง
โครงเรื่องของดีสนีส์ช่วงนี้ก้อโกอินเตอร์มากขึ้นเค่อะ
ก้าวข้ามข้อจำกัดที่เคยตีเส้นล้อมกรอบไว้มากมาย
เช่นแต่เดิม เจ้าหญิงต้องผิวขาวพันธุ์โอโม่เท่านั้น
แต่รุ่นนี้มีผิวสีเข้มถึงเข้มที่สุดถึง 2 นางทั้ง Aladdin และ Pocahontas
และเจ้าชายหรือผู้ชายในตำนานต้องหล่อเหลาเอาโล่ แต่เราก้อได้เห็นคนค่อมใน Notre Dame
หรือเจ้าชายเงาะถอดรูปเพราะถูกคำสาปฝังร่าง อย่าง ADAM ใน Beauty and the Beast
นอกจากนี้ DISNEY ยังนำวรรณกรรมต่างบ้านต่างเมืองมายำเป็นการ์ตูนดิสนีย์
อาจเป็นกลยุทธ์ขยับขยายสวนสนุกดิสนีย์ในต่างแดนก้อเป็นไปได้
เราจึงได้เห็นทั้งอีหมวย Mulan ออกอาละวาด และ หนุ่มอาหรับALADIN ออกลีลา
แตกต่างจากรสชาติการ์ตูนดิสนีย์แบบ SAME ๆ ที่เราเคยคุ้นหน้าคุ้นตา
แต่การ์ตูนดีสนีย์ก้อยังเป็นดิสนีย์วันยันค่ำแหล่ะเค่อะ
ด้วยภาษาภาพ-เส้นสายลายการ์ตูน
ด้วยภาษาเสียง-เส้นทำนองร้องบรรเลง
ข้อคิดคติธรรมบรรจุอย่างดี และบทสรุปแบบ Happily Ever After –สุขสมตราบนานเท่านาน








จนกระทั่งการมาของการ์ตูนปล่อยพลังอย่าง โปเกะม่อน , เบน 10
หรือเจ้าชายยักษ์เขียวเน่านอก-นุ่มในอย่าง “ SHREK”
เขย่าอมตะเทพนิยายอย่างดิสนีย์ให้กลายเป็นตัวตลกในความรู้สึกของเด็กผู้หญิง
และผลักไสไล่ส่งตัวเจ้าหญิงเจ้าชายให้เป็นตัวแทนนิ่มละอ่อนสำหรับเด็กผู้ชาย

แต่ดิสนีย์ไม่รอช้าเค่อะ.....
พยายามโละห้องเครื่อง&ปรับโครงสร้างการ์ตูนใหม่สุดฤทธิ์
เลิกระบบวาดการ์ตูนด้วยมือโดยสิ้นเชิงเพราะมันเชย & เปลืองงบ-เปลืองเวลา!!
หันมาใช้คอมพิวเตอร์สร้างสรรค์แทนนับตั้งแต่เรื่อง Chicken RUN –แอบเศร้า ณ.จุดนี้!!
และโครงเรื่องในระยะนี้ก้อแปลกประหลาดเกินกว่าจะเป็นดิสนีย์
เรียกว่าเอาอกเอาใจเด็กผู้ชายเป็นพิเศษมีทั้งผจญภัยแบบแมนๆ อย่าง Treasure Planet
ตามหาดินแดนลึกลับซ่อนเงื่อนอย่าง Atlantis: The Lost Empire
แม้แต่เอเลี่ยนบุกโลกแบบ Lilo & Stitchs หรือครอบครัวไฮเทค เช่น Meet the Robinsons ก้อมีให้เห็น
ช็อกเค่อะ!!!กับแนวทางของดิสนีย์เยี่ยงนี้
ยิ่งทำให้ “ จีจี้” หวลหาความ Classy แบบเก่าๆของดีสนีย์มากขึ้นกว่าเดิม
คือไม่ใช่สไตส์ใหม่ไม่สนุกนะเค่อะ.....
แต่นั้นแหล่ะเค่อะ “รองเท้าแก้ว , เวทมนต์และเจ้าชายของฉ้านหายไป”???








“ จีจี้” พยายามข่มสมองให้เข้าใจว่าโลกมันเปลี่ยนไป
อะไร ๆ ก้อต้องเปลี่ยนตามเพื่อความอยู่รอด
ถ้าเจ้าหญิงดีสนีย์อุบัติขึ้นในยุคนี้ก้อคงไม่ต่างอะไรกับหนังเรื่อง enchanted
คือ เด๋อด๋าเซ่อซ่า & น่ารำคาญยิ่งมาแบ๊วมากๆเดี๋ยวจะโดนเพื่อนบ้านเหวี่ยงเข้าให้
เพราะฉะนั้นเจ้าหญิงดีสนีย์ต้องบูรณะตัวขนาดใหญ่เพื่อให้ทันโลก 2553
ในขณะที่เจ้าชายจะมาโง่งมไม่ทันแด๊กเหมือนในนิยายต้องไม่มีเด็ดขาด
และที่สำคัญจำไว้นะเค่อะ!!!...ผู้ชายยุคนี้ต้องกล้าโชว์ถึง “เกิดเจิดจ้า”
เพราะที่ผ่านมาเจ้าชายดีสนีย์โดนเจ้าหญิงข่มรัศมีตลอด-ตลอดเกือบดับคาเฟรม
เป็นชายไม่สมชายกว่าจะปรากฏตัวเจ้าหญิงก้อเกือดช่วยตัวเองได้ทุกคราว
ทั้งยังเสียดายเสน่หาเต่งตึงของอณูกล้ามเนื้อถูกปกปิดมิดชิดแบบเสียดายของ